บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พบเพื่อนเก่าสมัยเรียนปริญญาตรี (มจร.รุ่น35)

พบเพื่อนเก่าสมัยเรียนปริญญาตรี (มจร.รุ่น 35)
โสภณ  เปียสนิท
.......................................


                ช่วงหน้าร้อนปี 2546 ผมต้องขอบันทึกไว้ว่าเป็นอีกช่วงหนึ่งของชีวิตการทำงานที่หนักหน่วง จนความเครียดของผมเพิ่มขึ้นอีกหลายเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ทุกวันนี้ผมทำงานด้วยความรู้สึกเป็นสุขและสนุกกับการทำงาน เพราะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา และได้ทำในสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเอง สังคม ประเทศชาติอย่างยั่งยืน (ผมคิดเอาเองนะครับ)

                นอกจากงานสอนอันเป็นหน้าที่หลักที่ผมสมัครใจสอบบรรจุเข้ารับราชการมาแต่ต้น ผมได้รับมอบหมายงานเกี่ยวกับการวางแผนและพัฒนาอีกด้านหนึ่ง ในความคิดของผมขัดแย้งกันอยู่ในตัว ด้านหนึ่งมองเห็นว่าผู้ใหญ่ให้ความไว้วางใจมอบภาระอันสำคัญให้ดูแล อีกด้านหนึ่งผมรู้สึกว่า ตนเองค่อย ๆ เดินห่างจากภาระหน้าที่แสนรัก คือความเป็นครูที่ผมตั้งใจทำมาแต่ต้นไปเรื่อย ๆ ความหมายระหว่างบรรทัดตรงนี้ก็คือว่า ผมรู้สึกกังวลว่าจะทำหน้าที่เป็นผู้สอนหนังสือที่ไม่ดีนัก เพราะภารกิจทั้งสองด้านย่อมแย่งชิงเวลาซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา

                ตัวอย่างเด่นชัดที่พบได้ในช่วงฤดูร้อนนี้คือ ผมรับภาระการสอนวิชา การแปลภาษาอังกฤษธุรกิจ และในขณะเดียวกันผมได้รับมอบหมายให้เข้ารับการอบรมผู้บริหาร ณ สถาบันพัฒนาผู้บริหาร กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกินเวลาเกือบทั้งเดือนมีนาคม จำเป็นต้องร่นระยะเวลาการสอนไปชดเชยในเดือนเมษายนแทน ทำให้เวลาแห่งการศึกษาของนักศึกษาบีบอัดแน่นด้วยเนื้อหาสาระของรายวิชา ในความเห็นของผม การศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเป็นตัวช่วยให้มีพัฒนาการ ข้อนี้ค่อย ๆ ก่อความห่วงใยนักศึกษาขึ้นในใจของผมอยู่เสมอมา

                กลับจากอบรมผู้บริหารไม่ทันไร ผมได้รับคำสั่งเข้ารับการอบรมเตรียมการจัดทำ การรายงานการประเมินตนเอง หรือ เรียกภาษาอังกฤษให้เท่หน่อยว่า Self Assessment Report : SAR ที่จังหวัดตรัง พร้อมกับเพื่อนพ้องในวิทยาเขตจำนวนสามสิบกว่าคน

                จากการอบรม เราได้รับคำสั่งจากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ให้เร่งดำเนินการจัดทำรายงานการประเมินตนเองให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาประมาณ 20 วัน เพื่อรองรับการประเมินภายนอก จากหน่วยงานที่เรียกย่อ ๆ ว่า สมศ. ที่มีหน้าที่ตรวจประเมินสถานศึกษาและรายงานให้สาธารณชนทราบ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี 2542 หมวดที่ 6 ว่าด้วยเรื่องการตรวจประเมินคุณภาพสถานศึกษา เป็นอันว่าสงกรานต์ปีนี้งานรื่นเริงฉลองเทศกาลของพวกเราค่อนข้างกร่อยไปหน่อย ด้วยความกังวลว่างานที่ได้รับมอบหมายจะเสร็จไม่ทันกำหนด

                รายงานด้านสารเสพติดก็ต้องดำเนินการต่อ เพราะเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และยังอยู่ในช่วงเวลาสามเดือนอันเป็นเวลาที่กำหนด ส่วนหนึ่งผมได้รับมอบหมายให้เป็นผู้มีส่วนรับผิดชอบในการรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานและจัดทำรายงานที่เกี่ยวข้องตามเวลาที่กำหนด


                ระหว่างที่คร่ำเคร่งอยู่นั้น ผมได้รับโทรศัพท์นัดหมายจากเพื่อนพ้องสองรายการ รายการแรก เพื่อนร่วมรุ่น 35 สมัยเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์ วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ รายการนี้ผมคิดหนัก เพราะปีที่ผ่านมาผมได้รับนัดหมายด้วยเช่นกัน แต่ผมเสียมารยาทไม่ไปเนื่องจากติดภารกิจบางประการ ดังนั้นแม้จะมีงานหนักอยู่ ผมควรจะให้เกียรติเพื่อนพ้องสักครา

                ผมเร่งรีบจัดทำงานราษฏร์ คืองานเกี่ยวกับการดูแลครอบครัวให้เรียบร้อยในเช้าวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา แวะที่ทำงานสั่งงานเกี่ยวกับการจัดพิมพ์รายงานการประเมินตนเองอีกเล็กน้อย ก่อนเดินทางถึงที่พัก และเร่งรีบออกเดินทางเข้ากรุงเทพฯ จุดนัดหมายคือที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจารึกประวัติศาสตร์แห่งความกล้าหาญของวีรชนผู้เสียสละเพื่อประชาธิปไตยจำนวนมาก

                เดินทางถึงที่หมายราวสองทุ่ม ผมเร่งก้มหน้าก้มตาเดินดุ่มเข้าโรงแรม พบเพื่อนสามคนยืนต้อนรับอยู่ตรงบันได เราทักทายสวมกอดกันด้วยความคิดถึง กระแสแห่งชีวิตพาเรามาพบกันเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ศึกษาร่วมกันกว่า 5 ปี ณ มหาวิทยาลัยอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย (ขอใช้คำนี้นะครับ ใครจะว่าผมเป็นพวกมหาวิทยาลัยนิยมก็ตาม) และไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา ในที่สุด กระแสนั้นก็พัดพาเราพลัดพรากจากกัน นานนับ 10 ปี

ผมจำได้ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ ลงพุงเล็กน้อยดูภูมิฐานคือ สมชัย ศรีนอก หัวหน้าห้องผูกขาดของเรานั่นเอง เราพากันเดินเข้าสู่ห้องที่ผองเพื่อนราวยี่สิบกว่าคนกำลังสรวลเสเหฮากันอยู่ก่อนแล้ว บางคนกำลังดื่ม บางคนกำลังทานอาหาร บางคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสชาติ

ภาพของผองเพื่อนในความทรงจำเก่า ๆ ถูกลบเลือนด้วยภาพของปัจจุบัน บางคนผอม บางคนอ้วนกว่าเดิม บางคนผมบางลง (บางคนที่ว่านั้นมีผมเองเป็นมากกว่าคนอื่น) บางคนสีผมเริ่มเปลี่ยนแปลงเหมือนช่างตัดผมทาแป้งไว้แล้วล้างไม่ออก หรือไม่ก็ไปกัดสีผมเป็นแซมขาวเล็กน้อยตรงนั้นตรงนี้อย่างถาวร บางคนผิวคล้ำ รอยตีนกาขึ้นประปรายรายล้อมขอบตาด้านนอกอย่างไม่เกรงใจเจ้าของตา และที่สำคัญ พวกเราทุกคนเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มจากผ้ากาสาวะย้อมด้วยน้ำฝาดสีเหลืองหม่น เป็นนุ่งห่มตามวิถีแห่งหินเพศ เพศฆราวาสทั้งหมด

จากการพูดคุย เพื่อนบางคนเตือนความทรงจำว่า ผมเองมีบุคลิกเด่นคือชอบคำผวน (เท่ากับคำว่าลามกเล็ก ๆ ) ภาพนี้ผมจำตัวเองเกือบไม่ได้ บางเรื่องผมเห็นเป็นธรรมดา แต่อยู่ในความทรงจำของเพื่อนพ้องได้เนิ่นนานกว่าที่ผมคาดคิด

ผมได้รู้ว่ายังมีเพื่อนพ้องของเราหลายคนที่ยังทรงความเป็นอุดมเพศ เพศอันสูงส่ง คือความเป็นพระอยู่ได้ และได้รับการเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งทางพระจนเป็นเจ้าคุณ เจ้าอาวาส เจ้าคณะ บางรูปเดินทางไปไกลถึงต่างประเทศ เป็นนักเผยแพร่พุทธศาสนาอยู่ต่างแดน

เดโช ทำหน้าที่พิธีกร ขึ้นไปร้องเพลงพร้อม ๆ กับการพูดคุยและรื้อฟื้นความทรงจำของพวกเราในบางเรื่อง ว่าง ๆ ก็เชิญพวกเราที่ละคนขึ้นเวทีไปเล่าเรื่องราวของตนให้พรรคพวกฟัง ชีวิตหลังจากแยกย้ายกันแล้วดำรงชีวิตต่อมาด้วยการทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไร ลีลาท่าทีของเดโชบนเวที ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนกับมืออาชีพทีเดียว

                คุณภิบาล หนุ่มเมืองเหนือได้รับเชิญขึ้นเวทีได้เล่าให้ฟังถึงการกลับไปเป็นคุณครูอยู่ที่โรงเรียนแถวบ้านเกิด เมืองลำปาง พาครอบครัวมาด้วย ภรรยาหนึ่ง และผลผลิตจากการครองคู่สองคน (ก็ลูกนั่นแหละ) เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้พอควร แล้วตามด้วยร้องเพลงอีกสองสามเพลงก่อนลาเวที

                ประดับ อดีตท่านมหาเปรียญธรรมหลายประโยค ไปรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่อยู่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประเพศ ท่านมหาห้าประโยค และเกียรตินิยมอันดับหนึ่งของห้อง รับราชการเป็นครูอยู่กรมอาชีวะ พร้อมกับเขียนหนังสือภาษาอังกฤษขายเป็นงานอดิเรกได้ 6-7 เล่มเข้าแล้ว ชาตรีเจ้าตำรับภาษาอังกฤษ หรือดิกเคลื่อนที่ประจำห้อง ไปทำงานอยู่เขมรหลายปี จนได้ภรรยาเขมรมาหนึ่งคน ลูกน้อยอีกสองคน และเป็นเจ้าของบริษัททัวร์ที่มีชื่อพอสมควร บางคนเป็นผู้จัดการอยู่ที่โรงหนังมีชื่อแห่งหนึ่ง

                จากการพูดคุยพอสรุปได้ว่า เพื่อน ๆ ส่วนมากไปเป็นครูอาจารย์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ราวห้าทุ่มเศษ ผมขอตัวเพื่อน ๆ เดินทางกลับ เพื่อเตรียมการต่อสู้กับหน้าที่การงานตามวิถีแห่งชีวิตแห่งตนเหมือนที่เคยเป็น เออ หนอ ชีวิตกับกาลเวลา ช่างเป็นเหมือนภาพมายาการ เพื่อนรุ่น 35 ต่างเกิดกันคนละทิศละทาง ทุกภาคของประเทศ เติบโต พเนจรมาพบกัน อยู่ร่วมกัน แยกย้ายจากกัน วันนั้นได้กลับมาพบกันเพื่อเตือนว่าวันเก่า ๆ เหมือนเป็นดังรากของชีวิต อย่างไรพวกเราคงลืมกันไม่ลง จนกว่าจะแยกย้ายกันอย่างถาวร
                

นักศึกษาที่สังคมต้องการ

นักศึกษาที่สังคมต้องการ
โสภณ  เปียสนิท
...............................

                ช่วงหน้าร้อนอย่างนี้ หัวหินอยู่ในใจของคนต่างถิ่นเสมอ คำที่กล่าวนี้ผมคิดขึ้นได้เพราะวัดจากความรู้สึกของผมเองเมื่อครั้งยังเป็นคนต่างถิ่น ยังไม่ได้มาเป็นชาวหัวหิน อยากหนีความร้อนตับแลบจากเมืองกาญจน์มาพักผ่อนที่หัวหิน เมืองชายทะเลเสน่ห์สูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังจากรดน้ำดำหัวญาติโกโหติกาแล้ว แปลกอยู่ที่ว่า เมื่อมาเป็นคนหัวหินแล้ว ในช่วงหน้าแล้งผมกลับคิดถึงที่อื่น ๆ ผมหมายถึงจังหวัดกาญจนบุรีเป็นกรณีพิเศษ เพราะเป็นบ้านเกิดเมืองนอน

                การศึกษาในหน้าร้อนของระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ขึ้นไปถึงระดับปริญญาดูว่าขาดความเข้มข้นลงไปบ้าง เพราะจำนวนนักศึกษาที่ลงเรียนนั้นมีจำนวนน้อยลง น้อยทั้งจำนวนคน และจำนวนหน่วยกิต เนื่องจากมีช่วงเวลาที่จำกัด

                ราชมงคลหรือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเวลาอันไม่นาน จากคำว่ามหาวิทยาลัย (มหา แปลว่าใหญ่ +วิทยะ แปลว่าความรู้ +อาลัย แปลว่าแหล่ง สถานที่) รวมแล้วหมายความว่าแหล่งความรู้อันยิ่งใหญ่

                ความเปลี่ยนแปลงน่าจะอยู่ที่ระดับการศึกษาที่จัด จากเดิมที่จัดการศึกษาระดับ ปวส. 70% และระดับปริญญา 25% ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต (สูงกว่าปริญญาตรีแต่ไม่ถึงปริญญาโท) อีกราว 5% มาสู่การจัดการศึกษาเน้นที่ปริญญาตรี-โท และเอกตามศักยภาพที่มีคือถ้ายังไม่มีความพร้อมก็เปิดเท่าที่มีไปก่อน สำหรับราชมงคลวังไกลกังวล ภายใต้คำขวัญที่ว่า ประทีปแห่งความรู้ ประตูสู่ภาคใต้ ก็อยู่ในช่วงระยะเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนลดระดับ ปวส.ลงและเพิ่มจำนวนนักศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นเรื่อย ๆ ขณะนี้อยู่ระหว่าง 50:50

                ผมเขียนเรื่องมหาวิทยาลัย หรือแหล่งความรู้อันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ มีความมุ่งหมายแสดงความคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มีผลลัพธ์ตรงตามความมุ่งหวังที่ได้ตั้งไว้มากน้อยเพียงใด จากมุมมองเชิงปัจเจกชน (ก็มุมมองส่วนตนนั่นแหละ เขียนให้อ่านยากไปอย่างนั้นเอง)

                จากการคลุกคลีวงในอยู่ทุกวันนี้ ผมขอเสนอแนวคิดให้เป็นหัวข้อวิวาท (คำนี้ควรอ่านว่าวิวาทะ ห้ามอ่านวิวาท เพราะความเดิมกับความหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันต่างกันค่อนข้างมาก เพราะวิวาททำให้หัวร้างข้างแตก วิวาทะทำให้เกิดปัญญา) ให้ท่านผู้อ่านได้ช่วยกันพิจารณา และถ้าเป็นไปได้เสนอแนวคิดของท่านกลับมาถึงผม ก็จะได้เกิดการวิวาท เอ้ยวิวาทะสมตามความหมายดั้งเดิม คือจะได้เกิดปัญญา

                นักศึกษาสมัยนี้ (สมัยก่อนก็น่าจะเหมือนนี้) มีลักษณะที่ควรได้รับการปรับปรุงอยู่หลายประการ เช่น ติดวัตถุนิยม ชอบเสพมากกว่าสร้าง ใจเร็วด่วนได้ ใช้เงินเก่งแต่ไม่คิดหาเงิน คิดถึงตัวเองไม่มีความคิดเพื่อส่วนรวม ไม่เห็นประโยชน์จากการดูแลใจตัวเอง ฯลฯ

                ติดวัตถุนิยมคือการเห่อตามแฟชั่นจนเกินพอดี ยี่ห้อต้องของนอกดีกว่าของใน ของแพงดีกว่าของถูก ยึดดาราไทยและเทศเป็นแม่แบบในการดำเนินชีวิต การแต่งกายและเครื่องประดับตามหรือนำสมัยเสมอ สายเดี่ยว เอวต่ำ โชว์สะดือใส่ตุ้มหู แฟชั่นล่าสุดกำลังหันมาทางการแต่งกายแบบแขก น้ำหอม และการดื่มกินเน้นที่ความหรูหรามากกว่าคุณค่า

                ชอบเสพมากว่าสร้าง ชอบซื้อมากกว่าการทำเพื่อขายเอง ชอบเป็นลูกน้องกินเงินเดือนมากกว่าการเป็นเจ้าของร้านที่ขณะนี้รัฐบาลหันมาสนับสนุนการธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อย (Small and Medium Enterprises) อย่างมากเพื่อจะแก้ปัญหานี้ในระดับประเทศ เรามีรถมากมายแต่เราไม่ค่อยได้ผลิตรถ และเราต้องซื้อน้ำมัน เราซื้อโทรศัพท์มือถือไม่เคยคิดสร้างมือถือ เราต้องการมีคอมพิวเตอร์ แต่เราไม่อาจสร้างคอมพิวเตอร์หรือส่วนใด ๆ ที่เกี่ยวกับคอมฯ ผมกำลังหมายถึงภาพรวมทั้งประเทศนะครับ

ใจเร็วด่วนได้ ไม่อดทนต่อความต้องการของตนในทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร สอบตกก็คิดเอาง่ายว่าการอ้อนวอนอาจารย์ให้สอนพิเศษในทันทีเพื่อจะได้จบทันเพื่อน แทนที่จะพิจารณาหาทางแก้ไขในระยะยาว ไม่คิดแก้ไขปัญหาจากตัวเองก่อน แต่จะแก้ที่ผู้อื่นก่อน เรียนไม่ทันเพื่อน มีความรู้ไม่ทันสอบก็แก้ปัญหาโดยการลอกหรือทุจริต (ตามที่เป็นข่าวโด่งดังเมื่อไม่นานมานี้)

ใช้เงินเก่งแต่ไม่คิดหาเงิน ข้อนี้น่าจะเป็นภาพรวมของสังคมที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ได้สั่งสอนให้เด็กรู้จักคุณค่าของเงินและความยากลำบากของการหาเงินมาตั้งแต่เล็ก ทุกอย่างหาให้หมดขออย่างเดียวให้เรียนได้ผลดีดี ซึ่งน่าจะเป็นความเข้าใจผิดของพ่อแม่ ลูกจึงเรียนรู้จากการแบมือมากกว่าการใช้มือ

คิดถึงตัวเองไม่มีความคิดเพื่อส่วนรวม ข้อนี้โดยทั่วไปแล้วน่าจะเหมือนกันทุกคน นึกถึงภาพของนักศึกษาจากส่วนต่าง ๆ ของประเทศมาเข้าสู่ระบบการศึกษา ด้วยพื้นฐานความคิดว่าจะยกระดับฐานะทางสังคมของตนขึ้นด้วยการศึกษา ระหว่างเรียนยิ่งเหมือนอยู่ในสนามแข่งขันเพื่อความอยู่รอด พ่อแม่ ญาติ สังคม ประเทศชาติอยู่ข้างหลังห่างไกลความนึกคิดไปตามลำดับ

                ไม่เห็นประโยชน์จากการดูแลใจตัวเอง ครับสำหรับข้อนี้ผมกำลังลากจูงเข้าสู่ความคิดในเชิงศาสนา ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องจริงที่ปรากฏอยู่ นี่เฉพาะนักศึกษาที่เป็นพุทธเท่านั้นนะครับ สำหรับนักศึกษาที่นับถือศาสนาอื่น นับว่าโชคดีเพราะต่างมีวิธีดูแลเยาวชนของเขาอย่างดี ด้วยการวางระเบียบกฏเกณฑ์ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนเป็นลำดับ เช่นการไปโบสถ์วัดอาทิตย์ของศาสนาคริสต์ และการทำละหมาดของอิสลาม ผมยังมองว่าสำหรับนักศึกษาที่นับถือศาสนาพุทธยังไม่ได้รับการปลูกฝังอย่างพอเพียงจากสถานศึกษา

                จากทุลักษณ์ของนักศึกษาที่ควรปรับปรุงเหล่านี้ ผมเห็นว่าสถานศึกษาหรือมหาวิทยาลัยยังไม่มีแนวทางแก้ไขในทางตรงที่เด่นชัด เพราะสถานที่ หลักสูตร และครูบาอาจารย์ ที่รวมกันเป็นมหาวิทยาลัย เท่าที่มีที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเรียนต้องศึกษาไม่ใช่แนวทางตรงที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้

                ผมมีความคิดเห็นว่าทุลักษณะเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นข้อ ติดวัตถุนิยม ชอบเสพมากกว่าสร้าง ใจเร็วด่วนได้ ใช้เงินเก่งแต่ไม่คิดหาเงิน คิดถึงตัวเองไม่มีความคิดเพื่อส่วนรวม แก้ไขได้ด้วยการแก้ไขข้อสุดท้ายคือ ไม่เห็นประโยชน์จากการดูแลใจตัวเอง

                เริ่มจากระบบการศึกษาที่ผู้เกี่ยวข้องต้องร่วมแรงรวมใจกันเปลี่ยนทุลักษณะเป็นสุลักษณะ คือเปลี่ยนจากไม่เห็นประโยชน์จากการดูแลใจตัวเอง เป็น เห็นประโยชน์จากการดูแลใจตัวเอง แล้วจัดวางระบบดูแลใจของพุทธศาสนิกให้อยู่ร่วมกันกับระบบการศึกษา จากสิ่งที่มีส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งสามด้าน สถานที่ หลักสูตร และครูบาอาจารย์

                ปรับสถานที่ให้มีสภาพเหมาสมสำหรับการดูแลจิตใจ สวยงามร่มรื่นสงบเย็น หลักสูตรมีรายวิชาที่ส่งเสริมแง่คิดเชิงวิเคราะห์อย่างกว้างขวางเป็นระบบในด้านศาสนา เน้นการปฏิบัติฝึกสติดูความคิดของตน มีเกณฑ์มาตรฐานหรือตัวบ่งชี้ (KPI) เน้นการปฏิบัติอย่างน้อยคนละสิบนาที ครูบาอาจารย์ ต้องทำเป็นตัวอย่าง คือต้องฝึกสติหรือปฏิบัติธรรมอย่างน้อยคนละหนึ่งชั่วโมงต่อวันทุกคน ใครไม่ทำถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน

                ผมนำเสนออย่างนี้คุณผู้อ่านเห็นว่าผมสมควรได้รับ ดอกไม้หรือก้อนอิฐ มากหรือน้อยเพียงใด และจากใคร?