บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นิทานสอนลูก

นิทานสอนลูก
โสภณ  เปียสนิท
..........................................

            ปลายเดือนมีนาคมปีนี้ร้อนแล้งกว่าปีก่อนในความรู้สึกของผม (ปีที่แล้วก็เขียนอย่างนี้) แต่ปีที่แล้วหน้าร้อนอย่างนี้ ผมยังสามารถนอนในบ้านโดยไม่ต้องเปิดพัดลมได้บ้างเป็นบางครั้งบางคราว แต่ครั้งนี้ร้อนขนาดนอนเฉย ๆ ในบ้านยังร้อนจนต้องเปิดพัดลมตลอดเวลา จนมอร์เตอร์พัดลมตัวเก่าทนไม่ไหวร้อนจนควันคละคลุ้งขึ้น ดีที่ผมเห็นเสียก่อนจึงจัดการชักปลั๊กไฟออกก่อนที่ไฟจะไหม้บ้าน

                ไม่ว่าจะร้อนอย่างไร หัวหินยังคงความเป็นหัวหินอย่างสมภาคภูมิ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน ความเย็นฉ่ำจะตามมาด้วยเสมอ และนี่เองคือเสน่ห์ของเมืองชายทะเลที่มีชื่อเสียงลำดับต้น ๆ ของประเทศมานาน จำได้ว่าหน้าร้อนปีที่แล้ว ผมพาครอบครัวกลับไปเมืองกาญจน์บ้านเกิดเพื่อร่วมกิจกรรมวันสงกรานต์กับแม่และญาติพี่น้อง ความร้อนที่บ้านเกิดขับไล่ผมกลับหัวหินก่อนเวลาที่กำหนด เนื่องจากไม่รู้ว่าจะไปหลบอยู่ที่ไหน ใต้ต้นไม่ใหญ่ ในดงกล้วยใกล้สระน้ำ กลางบ้านและเปิดพัดลมแรงสุด ก็ยังร้อนจนผมปวดหัว ลากเก้าอี้ผ้าใบนั่งใต้ต้นไม่ชายบ้าน เอาน้ำราดพื้นจนรอบบริเวณ แล้วนั่งเอาเท้าแช่ในถังน้ำก็ยังไม่หายร้อน

                ต้นไม้ใหญ่ใกล้บ้านทิ้งใบร่วงกราวลงพื้นอย่างไม่ใยดี  มะขามเทศบางต้นสลัดใบ บางต้นออกฝักเขียวบ้างแดงบ้างทั่วทั้งต้น ต้นคูนทิ้งใบแต่ออกดอกเหลืองอร่ามเห็นอยู่ทั่วไป ต้นชัยพฤกษ์ก็เช่นกัน ทิ้งใบโกร๋นเกลี้ยง แต่ออกดอกสีขาวชมพูดูสาวงามน่าชม อย่างน้อยหน้าแล้งร้อนจนชวนใจคอห่อเหี่ยวแต่ยังมีดอกไม้สีสวยชโลมใจ

ลูกสาวคนเดียวของผมขณะนี้อายุสองปีกับสองเดือนเศษ เธออยู่ในวัยซุกซนและชอบส่งเสียงดัง คำถามที่เธอถามเป็นประจำก็คือ นี่อะไร? เจออะไรเป็นต้องถามด้วยคำถามนี้จนผมและแม่บ้านตอบกันจนเบื่อแล้วเบื่ออีก แต่ก็ต้องพยายามตอบ เพราะหนังสือเกี่ยวกับแม่และเด็กที่ผมเคยอ่าน บอกไว้ว่าคำถามของเด็ก หากพ่อแม่เอาใจใส่และตอบให้ดีเด็กจะฉลาด ใครละครับที่ไม่ต้องการให้ลูกเป็นเด็กฉลาด ดังนั้นเบื่อก็ต้องเก็บอาการ ตีหน้ายิ้มเป็นคุณพ่อใจดีอยู่เสมอ

                วันเสาร์ที่แล้ว ผมอยู่บ้านกับครอบครัวตามประสาพ่อแม่ลูก เนื่องจากไม่มีธุระอันใดที่ต้องทำ และที่สำคัญก็คือภาวะอากาศร้อนปลายเดือนมีนาคมไม่ชวนให้คิดเรื่องการออกนอกบ้านมากนัก ผมหยิบหนังสือสองสามเล่มมาวางไว้ใกล้หมอนขวานหรือหมอนอิง ที่ประจำของผมที่ลูกกาญจน์มักชอบแกล้งมานอนก่อนเมื่อรู้ว่าผมกำลังจะเข้าประจำที่

                ครั้งนี้คุณลูกช้ากว่าผมเล็กน้อย เพราะผมเลือกเอาเวลาที่เธอกำลังอาบน้ำกับคุณแม่ในห้องน้ำ นั่งเอนหลังอ่านหนังสือพิมพ์ก่อนเป็นอันดับแรก กวาดสายตาดูหัวข้อข่าวสำคัญ ๆ ข่าวการประชุม ครม. (คณะรัฐมนตรีนะไม่ใช่คอยรถเมล์) สัญจรที่จังหวัดนราธิวาส ข่าวประธานสมาชิกวุฒิสภาประกาศไล่ สอวอถลุงเงินหลวงไม่อายชาวบ้าน ข่าวบริษัทยักษ์ใหญ่มือถือต่อสู้กันในทางธุรกิจ (น่าจะเป็นผลดีกับประชาชน เพราะราคาจะถูกลง) ข่าวธนาคารศรีนคร ยุบรวมกับนครหลวงไทย ข่าวคณะกรรมการโอลิมปิกไทยเลือกตั้งผิดระเบียบขาวหน้าทั่วโลก และข่าวเด็ด ข่าวผู้ว่าตำหนินักร้องลูกทุ่งแต่งตัวอุจาด ประกาศจะไม่ให้เข้าจังหวัด พร้อมกับมีข่าวลือตามมาว่า ท่านเรียกนักร้องไปพบเป็นการส่วนตัว แต่นักร้องกลัวความเสียหายจึงไม่ได้ไปพบ จึงเกิดการประณามกันขึ้น ยุคอำนาจนิยมสมัยเก่า ๆ ข่าวลือแบบนี้บ่อยมาก ปัจจุบันคงหมดยุคไปแล้วครับ ผมว่า

                ลูกสาวอาบน้ำเสร็จ ห่มผ้าเช็ดตัววิ่งแจ้นมาหาทั้งที่ตัวยังเปียกน้ำ ผมต้องรีบวางหนังสือพิมพ์ หยิบผ้าเช็ดตัวให้เธอ แห้งแล้วทาแป้งเย็น ใส่เสื้อผ้าตัวโปรดที่เธอหยิบมาให้ เสร็จแล้วเธอหยิบของเล่นชนิดต่าง ๆ ที่กองเกลื่อนกลาดกลางบ้าน ชนิดที่ไม่ต้องเก็บกัน เพราะเก็บก็อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยได้ไม่นาน เก็บเธอแกะ ๆ ในที่สุดต้องยอมแพ้จนได้ คือไม่เก็บ เมื่อไม่เก็บเหมือนว่าเธอจะหมดสนุกและไม่ค่อยจะอยากเล่นเท่าไร

                ผมอ่านหนังสือไปแอบมองเธอเล่นไปด้วย ไม่นานนักเธอหาวสองสามครั้ง แล้วลุกเดินมาที่ผม พร้อมกับหยิบหนังสือนิทานเล่มเล็ก ๆ ของเธอติดมือมาด้วย พร้อมกับพูดย้ำ ๆ ว่า พ่ออ่าน ๆ ๆ ในความหมายก็คือ ผมต้องปฏิบัติหน้าที่พ่อโดยอ่านหนังสือให้เธอฟัง ผมหมดทางเลือกหยิบหนังสือนิทานของเธอมาดู เห็นว่าเป็นนิทานเกาหลีเรื่อง “หนึ่งเมล็ดข้าวฟ่างแลกภรรยา” เธอนอนหนุนแขนผมฟังผมอ่านได้สักครู่เดียว ก็เริ่มพลิกไปพลิกมา แย่งเปิดหนังสือหน้าอื่น ในที่สุดก็กลายเป็นเปิดหนังสือและชี้ให้ดูภาพ และเล่าประกอบแบบคร่าว ๆ เพราะเธอเล่นให้ผมเปิดหน้าแล้วหน้าเล่ากลับไปกลับมาโดยไม่หยุด

                ผมหากลยุทธใหม่ เพื่อหนีปัญหาที่ลูกชอบเปิดหนังสือไม่หยุดโดยการเล่าเรื่องสด ๆ เพราะคิดว่าเมื่อไม่ได้อ่านลูกก็ไม่รู้จะเปิดหนังสืออะไรให้วุ่นวายอีก

                “ที่ต้นมะขามเทศข้างบ้านนะลูก เมื่อปีที่แล้วกิ่งใหญ่ ๆ หลายกิ่งยื่นมาที่หน้าต่างบ้านของเรา จนมีบางครั้งที่มีงูเขียวไต่ข้ามจากต้นมะขามเทศเข้ามาเยี่ยมเจ้าของบ้าน เมื่อจ๊ะเอ๋กันขึ้นเจ้าของบ้านกลัวจนตัวสั้นเป็นเจ้าเข้า ทั้งที่งูเขียวพยายามทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างดีแล้วก็ตาม วันต่อมาคนงานได้รับคำสั่งให้มาตัดกิ่งที่ระไปถึงหน้าต่างทุกบาน เพื่อตัดสะพานเชื่อมระหว่างบ้านกับต้นไม้ เป็นอันว่างูเขียวแม้จะคิดถึงเจ้าของบ้านมากเพียงใด ก็ไม่อาจที่จะข้ามมาเยี่ยมเยือนได้อีกเลย”

ถึงตอนนี้ผมลอบชำเลืองมองลูกสาว เห็นเธอนอนหนุนแขนผมหันหนาเข้าข้างฝาด้วยดวงตาที่หรี่ปรือ นึกดีใจว่านิทานแบบนี้ได้ผลแฮะ อีกไม่นานลูกคงหลับ เธอกระพริบตาปริบ ๆ แล้วหาวปากกว้างหนึ่งครั้ง และหันกลับมามองผมเมื่อเห็นผมหยุดเล่านานเกินไป พร้อมกับคะยั้นคะยอให้ผมเล่าต่ออีก

“เมื่อปีที่แล้วพ่อเห็นนกปรอดมาทำรังบนกิ่งมะขามเทศด้วยนะลูก” ลูกสาวมองหน้าผมแล้วทำหน้าเศร้า “น่าสงสารจัง” คราวนี้ผมงงบ้าง “สงสารใครหรือลูก” เธอทำหน้าภูมิใจที่ได้อธิบายให้ผมรู้ “สงสารต้นมะขามเทศนะซิ” เธอหักมุมจนผมเองคาดไม่ถึง “อ้าวทำไม” เธอตอบด้วยเหตุด้วยผลอย่างน่าฟัง “มันหนัก อาจหักลงได้” ผมแปลกใจที่เธอคิดไกลไปถึงขนาดนั้น “ไม่หักหรอกน้ำหนักมันนิดเดียว” คราวนี้ดูเหมือนว่าเธอหายง่วง ตาสว่างแจ๋ว “มันเพิ่มขึ้นมาก ไหนจะรังหญ้า พ่อแม่นกอีกสองตัว แล้วยังจะมีไข่อีก” โอ้โห เด็กนี่คิดไปได้ขนาดนี้ ฟังแล้วแทบไม่เชื่อ “แต่กิ่งไม้คงไม่ถึงกับหักหรอก” “หักแน่ เพราะวันก่อนฝนตกกิ่งไม้ยังหักเลย” นั่นไง เธอเคยเห็นกิ่งไม้หักนี่เอง

“หลับได้แล้วลูก” ผมยังคงคิดถึงการอ่านหนังสือที่วางไว้ข้างตัว เธอมองตาแป๋วแล้วบอก “เอาเรื่องสะกิ๊ป” เธอหมายถึงเรื่องของสุนัขตัวหนึ่งที่เธอคิดเอาเองว่าเป็นสุนัขตัวโปรดของเธอ หลังจากได้เห็นภาพการ์ตูนประกอบเรื่องที่ผมนำมาเล่า หลังจากนั้นก่อนนอนจะขอฟังเรื่องสะกิ๊ปอย่างเดียว

“ได้เลยลูก นอนลงก่อนแล้วหลับตาเลยนะ” เธอทำตามอย่างว่าง่าย แต่ไม่วายหันมาบอก คงกลัวจะฟังเรื่องราวไม่จบ “ถ้าหนูหลับพ่อปลุกให้ฟังก่อนนะ” ผมอดยิ้มให้กับความคิดของเด็กไร้เดียงสาไม่ได้ “เอาน่า ฟังก่อน ...เย็นวันหนึ่งสะกิ๊ปเดินไปเล่นอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน มองออกไปนอกประตูรั้ว เกิดความอยากรู้ว่าข้างนอกบ้านมีอะไรสนุกๆ ให้ดูบ้าง จึงแอบขุดใต้รั้วลอดออกไปเล่นอยู่ข้างนอก หมาใหญ่ตัวหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้า จึงวิ่งไล่กัด เจ้าสะกิ๊ปหาทางเข้าบ้านไม่เจอ...” ลูกสาวลืมตาขัดจังหวะ “ไม่เอาซิพ่อ เอาแบบหาทางเข้าบ้านเจอซิ” เออ นะ นิทานก็ดีอย่างนี้มีต่อรองได้ด้วย “พอดีเจ้าสะกิ๊ปวิ่งหนีไปทางที่ลอดออกมา แต่วิ่งเร็วเกิน ก้นจึงติดตรงทางลอด หมาใหญ่วิ่งมาทัน จึงกัด..” “ไม่เอาซิพ่อ หลุดเข้าไปก่อน” อีกแล้วเสียพล็อทเรื่องหมดแบบนี้ “หมาใหญ่วิ่งมาอย่างเร็วหยุดไม่ทันจึงชนก้นเจ้าสะกิ๊ปโครม จนหลุดกระเด็นเข้าไปข้างใน” เท่านั้นแหละเธอลุกขึ้นนั่งหัวเราะชอบใจจนตัวโยน ไม่น่าเชื่อว่า ความสุขของเด็กหาได้จากมุมเล็กๆ แบบผู้ใหญ่คิดไม่ถึง

ผมเล่าเรื่องต่ออีกนิดหน่อย หันไปดูอีกทีเห็นเธอหลับไปพร้อมรอยยิ้มน้อยบนใบหน้าป้อมๆ นั้น

ล่องเมืองใต้

ล่องใต้
โสภณ  เปียสนิท
...................


คำว่า “เมืองใต้” ค่อนข้างจะอยู่ห่างไกลความรู้สึกของผม แม้ว่าเมื่อครั้งบวชเรียนที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ผมมีเพื่อนสหธรรมิกหลายรูปที่พเนจรมาจากแดนใต้ ผมรู้จักอาหารรสจัดของชาวใต้ ผมคุ้นกับสำเนียงใต้บ้างเพราะพูดคุยกับเพื่อนเสียจนชิน นอกจากนั้นไม่เคยนึกไม่เคยฝันว่าจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ อีก แต่บางครั้งชีวิตก็เหมือนจะมีบางสิ่งบางอย่างชักนำอยู่เบื้องหลังจนทำให้ผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับเมืองใต้เข้าจนได้ โดยความบังเอิญ

เมื่อผมสอบเข้ารับราชการรอบแรกได้ที่โรงเรียนมัธยมในเมืองกาญจน์บ้านเกิดได้สามเดือนเศษผมยังไม่มีความสุขกับงานที่ทำนักจึงสอบใหม่อีกครั้ง เพราะต้องการเลือกสถานที่ในการทำงานให้ตรงกับความคาดหวังดังที่เคยวาดฝัน ความต้องการของผมก็ไม่มีอะไรมากเพียงแค่ว่า      1. ผมต้องการอยู่ต่างจังหวัด 2. ไม่ห่างความเจริญจนเกินไปนัก 3. วิชาที่ผมได้เรียนมามีโอกาสได้ใช้อย่างเต็มที่

สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลให้โอกาสเรียกผมสอบสัมภาษณ์ โดยมีตำแหน่งว่างในวุฒิปริญญาโทด้านภาษาอังกฤษถึงห้าตำแหน่ง ภาคอีสานหนึ่งแห่ง ภาคใต้สองแห่ง ในกรุงเทพฯอีกสองแห่ง ที่ใกล้เคียงกับความประสงค์ของผมก็มีเพียงแห่งเดียวคือ ราชมงคลวังไกลกังวล ดังนั้นชีวิตราชการของผมจึงเริ่มต้นอีกครั้งที่นี่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปากทางสู่แดนใต้ ไม่น่าเชื่อว่า ถึงวันนี้นับเวลาย้อนหลังได้ 7 ปีกับอีก 3 เดือนแล้ว

เมื่ออยู่ในเขตภาคใต้การอบรมสัมมนาของผมจึงทำให้ต้องเดินทางเข้าร่วมสัมมนากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางภาคใต้บ่อยครั้ง เมื่อปี 2542 ผมได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนวิทยาเขตเข้าประชุมเพื่อเป็นกรรมการตรวจประเมินกิจกรรม 5ส เป็นครั้งแรก เนื่องจากสถาบันมีนโยบายนำกิจกรรมดังกล่าวมาช่วยในการบริหารงานของหน่วยงานในภาพรวม ถึงวันนี้งาน 5ส ในสถาบันฯก้าวไปข้างหน้าไปเรื่อย ๆ โดยผมมีส่วนร่วมอยู่ด้วยเล็กน้อย ซึ่ง 5ส ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่ทำให้ให้ผมต้องเดินทางลงใต้อีกครั้ง
ต้องขอแทรกไว้ตรงนี้เพื่อเป็นความรู้ว่า 5ส คือวิธีการช่วยเพิ่มผลผลิตในการทำงาน หรือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงาน มีจุดเริ่มต้นมาจากแนวคิดของอีตา ดร. เดมมิงส์ ชาวอเมริกัน ซึ่งชาวอเมริกันเองรับรู้แนวคิดนี้แต่ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก แต่บริษัทในประเทศญี่ปุ่นกลับชื่นชม ตื่นตัวและให้การยอมรับอย่างกว้างขวาง ถึงกับเชิญเจ้าของความคิดมาเป็นวิทยากรและที่ปรึกษาที่ประเทศของตน ไม่นานนัก 5ส เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างเอิกเกริกทั่วเกาะญี่ปุ่น

ส แรกคือ สะสาง คือสะสางเอกสาร แยกของทั้งหมดออกเป็นสองส่วน ส่วนที่เป็นประโยชน์ก็จัดเก็บให้เรียบร้อยพร้อมใช้งาน ส่วนของที่ไม่มีประโยชน์ก็ดำเนินการกำจัด (ขาย ให้ หรือนำไปใช้ใหม่)

ส ที่สองคือ สะอาด ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากนะครับ ขอจำวิทยากรมาเล่าตรงนี้ว่า ครั้งหนึ่ง กรรมการตรวจ 5ส ชาวญี่ปุ่นเดินทางมาตรวจประเมินบริษัทที่เข้าร่วมโครงการในเมืองไทย มาถึงบริษัทปั๊บขอเข้าห้องน้ำ กลับออกมาดื่มกาแฟแก้วเดียวแล้วขอเดินทางกลับทันทีโดยไม่ตรวจอะไรเลย ไม่กี่วันหลังจากนั้นทางญี่ปุ่นขอเลิกโครงการความร่วมมือ มีเหตุผลคือห้องน้ำไม่สะอาด เล่ากันว่ากรรมการบางคนใช้แขนเสื้อถูตามหลังตู้ บางรายดมผ้าเช็ดมือหน้าห้องน้ำ เพื่อตรวจสอบความสะอาด

ส ที่สามคือ สะดวก ข้อนี้ค่อนข้างยากนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่มีอะไรลำบากเพราะใช้ความรู้สึกเอาหน่อยเดียวว่าทำอย่างไรให้สะดวกที่สุดเป็นใช้ได้ เช่นการจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์หรือเอกสาร ของใช้บ่อยวางใกล้ ใช้น้อยวางไกล ของใหญ่ไว้หลัง ของเล็กไว้หน้า เป็นต้น และเรื่องของป้ายบ่งชี้สถานที่ วิธีการใช้งาน บันทึกการบำรุงรักษาก็อยู่ตรงนี้ การหยิบของที่เก็บไว้มาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว เหล่านี้เกี่ยวข้องกับ ส ตัวนี้ทั้งนั้น
ส ที่สี่ คือสุขลักษณะ จัดทำแล้วมีความสุข หน้าตาท่าที โหง้วเฮ้งดี ยิ้มแย้มแจ่มใส จิตใจเบิกบาน เล่ากันว่าเจ้าของบริษัทชาวญี่ปุ่นใช้วิธีตื่นแต่เช้าออกไปยืนหน้าประตูบริษัท ตรวจสอบพนักงานทุกระดับตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ถ้านอนดึกหรือแฮ็ง แต่งตัวไม่พร้อมมาทำงานละก้อเป็นอันได้เจอดี

ส ที่ห้า คือสร้างนิสัย ความหมายก็ไม่มีอะไรมากทำทั้งสี่ ส ที่ผ่านมาให้ได้อย่างต่อเนื่องก็เป็นอันถือได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว

สองปีที่ผ่านมาผมทำหน้าที่กรรมการตรวจประเมินกิจกรรม 5ส ของสถาบันฯ โดยตระเวนตรวจประเมินอยู่ที่วิทยาเขตในกรุงเทพฯ มีวิทยาเขตเพาะช่าง วิทยาเขตพระนครเหนือ และวิทยาเขตบพิตรพิมุข จักรวรรคิ และมีส่วนในการตรวจประเมินวิทยาเขตวังไกลกังวลด้วย

ปีนี้ผมและคณะได้รับคำสั่งให้เดินทางไปตรวจประเมินทางภาคใต้ ซึ่งมีหน่วยงานของราชมงคลอยู่ 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย สถานีทดลองและฝึกงานของนักศึกษา จังหวัดชุมพร คณะเกษตรศาสตร์ นครศรีธรรมราช วิทยาเขตนครศรีธรรมราช วิทยาเขตศรีวิชัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง จังหวัดตรัง และวิทยาเขตภาคใต้ นับเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่ค่อนข้างหนัก เพราะระยะทางไปกลับนับได้เกินกว่าพันกิโลเมตร

                16 ธันวาคม เพื่อนรวมงานเดินทางจากกรุงเทพฯถึงหัวหิน แวะพักแรมทางคืนแรกที่โรงแรมหัวหินแกรนด์แอนด์พลาซ่า 17 ธันวา แปดนาฬิกาตรง รถตู้สองคันแล่นตามกันล่องใต้โดยมีเป้าหมายแรกอยู่ที่สถานีทดลองฯ จังหวัดชุมพร ที่อยู่ลึกเข้าไปในสวนแถวอำเภอน้ำทรัพย์ ผลการตรวจค่อนข้างดี ทั้งอาคารสถานที่สิ่งแวดล้อมและการจัดระเบียบสวนแบบแยกประเภท ป้ายบ่งชี้ชัดเจนนับเป็นสวนไม้ผลที่เป็นตัวอย่างให้แก่ชาวบ้านในบริเวณใกล้ไกลได้เป็นอย่างดี

                ตรวจเสร็จเราเร่งรีบขึ้นรถมุ่งหน้าต่อไปที่วิทยาเขตศรีวิชัย วิทยาเขตน้องใหม่มีอายุราวสี่ปีตั้งอยู่ที่อำเภอขนอม หนทางดีแต่ก็ค่อนข้างไกลและเปลี่ยว วิทยาเขตศรีวิชัยอยู่กลางป่าพรุหรือป่าน้ำท่วมขัง ทัศนียภาพสวยงามประทับใจ ป่ารอบ ๆ บริเวณมีสภาพสมบูรณ์ ผมสนใจโครงการอนุรักษ์ป่าเนื้อที่ติดต่อกับวิทยาเขตราวหนึ่งพันกว่าไร่เป็นพิเศษ ไม่เพียงแต่ทัศนียภาพเท่านั้นที่สวยงาม คณะของเราลงมติกันว่าบุคลากรสาว ๆ ของวิทยาเขตมีเปอร์เซ็นต์ความสวยสูงมาก (ส นี้ให้เป็นพิเศษเรียกว่า ส สวย)

                เราเข้าตรวจที่คณะเกษตรศาสตร์ นครศรีธรรมราชในวันรุ่งขึ้น ด้านหน้าคณะฯ มีป้ายประกาศเจตนารมณ์ อย่างชัดเจนว่ามุ่งมั่นพัฒนา 5ส เพื่อก้าวไปสู่กิจกรรมระบบประกันคุณภาพการศึกษา (ISO9000) พบท่านคณะบดีรอให้การต้อนรับด้วยน้ำใสไมตรี หลังการประชุมแบ่งสายเราออกเดินตรวจท่ามกลางแสงแดดยามบ่าย พื้นที่ของคณะฯกว้างขวางอยู่ระหว่างเนินสูง ๆ ต่ำ ๆ กลุ่มของผมได้รับมอบหมายให้ตรวจห้องสมุด ห้องพัสดุ พบว่ายังดำเนินกิจกรรม 5ส ได้เพียงบางส่วน เย็นวันนั้นท่านคณะบดีให้ความเมตตาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเย็นหนึ่งมื้อ

                วันต่อมาเราตรวจประเมินที่วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นวิทยาเขตใหญ่ มีพื้นที่มาก มีนักศึกษาจำนวนมาก ผู้ประเมินและผู้รับการประเมินเหงื่อตกไปตาม ๆ กัน ในความรู้สึกของผมพบว่าป้ายบอกคณะ แผนก อาคาร และป้ายชี้ทิศทาง ทำได้สวยงามและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ที่สำคัญ ราคาไม่แพงมากนัก กิจกรรม 5ส ของที่นี่ดำเนินไปได้พอสมควร เราเข้าตรวจที่คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จังหวัดตรังในวันรุ่งขึ้น 5ส ของคณะฯ ดำเนินไปพอสมควร กรรมการหลายคนสนใจพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และบ้านพักตากอากาศซึ่งมีอยู่ถึงสามหลังติดชายทะเลเป็นพิเศษ วันสุดท้ายเราลุยตรวจกันที่วิทยาเขตภาคใต้ ซึ่งนับว่าเป็นพี่ใหญ่ที่สุดของวิทยาเขตทางภาคใต้ เวลาหนึ่งวันก็ยังสั้นเกินกว่าที่จะดำเนินการตรวจประเมินให้หมดสิ้นได้ จึงมีมติให้ใช้ยุทธวิธีสุ่มตรวจบางพื้นที่เท่านั้น การตรวจเสร็จสิ้นเกือบห้าโมงเย็นจึงเป็นอันว่าคณะของเราต้องค้างอีกหนึ่งคืน ก่อนใช้เวลาอีกหนึ่งวันเต็มเพื่อนการเดินทางกลับ

                ภารกิจเสร็จสิ้น คณะทำงานของวิทยาเขตวังไกลกังวลสามคนโบกมือลาเพื่อนร่วมงานก่อนคนอื่น ๆ ด้วยความอาลัย พร้อมกับความคาดหวังว่าผู้รับการตรวจจะค่อย ๆ บำรุงเลี้ยงดูต้นอ่อนของกิจกรรม 5ส ให้เจริญเติบโตต่อไป คณะผู้ตรวจต่างซึมซับประสบการณ์และไมตรีอันดีเก็บไว้ในความทรงจำ และเฝ้ารอความสำเร็จของราชมงคลโดยภาพรวมในอีกไม่นาน

 (บันทึกปี2545)