บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เยือนเชียงราย

เยือนเชียงราย

โสภณ เปียสนิท
......................


                ใบไม้ร่วงควงพลิ้วปลิวผล่อย ฝันเคลิ้มคล้อยเริ่มลอยตามลม ลมเหมันต์เหมือนมีมีดคม กรีดและคว้านอารมณ์ ผ่าอกตรมล้มตาย โอ้ อดีต หวีดวอนมา เรียกให้ข้า....” บทเพลง แม่สายก้องกังวานในใจผมรอบแล้วรอบเล่าด้วยความยินดี เมื่อผมได้รับทราบคำสั่งให้เดินทางไปร่วมงานสัมมนาที่จังหวัดเชียงรายระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม 2544

จำได้ว่าผมฟังเพลงนี้ครั้งแรกเมื่อราวปีพุทธศักราช 2515 ขณะแอบไปนอนในป่าราบลุ่มริมฝั่งน้ำแควใหญ่ จังหวัดกาญจนบุรี หน้าร้อนปีนั้น ร้อนเสียจนชาวบ้านชาวเมืองอยู่ไม่สุข ผมเองนึกถึงภาพของมดไต่กระทะบนเตาไฟ การแอบไปนอนริมน้ำจึงเป็นการคลายร้อนที่ค่อนข้างฉลาดในความคิดของผม

                เดินท่อม ๆ มือซ้ายถือวิทยุ ใต้รักแร้มีเสื่อเก่า ๆ ติดอยู่อีกหนึ่งผืน มือขวาถือหนังสือที่ชอบอีกสองสามเล่มตระเวนหาที่เหมาะ ๆ เลือกได้ใต้ร่มไผ่ก่อใหญ่กอหนึ่ง พื้นดินทราย ใบไผ่หนาร่มรื่นดีมาก หลายใบเริ่มกลายเป็นสีเหลืองซีดประปราย ปัดกวาดปรับพื้นทรายแล้วปูเสื่อทับลงไปเป็นอันได้ที่ หมอนใบเล็กติดมากับเสื่อโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ลมเบาบางผ่านลำน้ำนำความชุ่มชื้นมาให้ เอนกายลงนอน เปิดวิทยุฟังนิยายคณะวิเชียร นีลิกานนท์ไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วย ไม่นานนักผมเผลอหลับไป

                บ่ายแก่ ๆ ผมตื่นขึ้นเห็นแสงอาทิตย์ลอดใบไผ่แต้มทรายเป็นรูปร่างลวดลายแปลกตา ลมกลางฤดูร้อนโยกกอไผ่คล้ายเสียงเพลงแห่งป่า ใบไผ่เหลืองทยอยร่วงลงบนพื้นทราย หลายใบล่องลมเลยไกลหล่นลงในลำน้ำแคว กลายเป็นเรือลำจิ๋วล่องไปตามลำน้ำที่คดเคี้ยวยาวไกลจนสุดตา ทันใดนั้นบทเพลง แม่สายดังขึ้นโดยผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชื่อเพลงอะไร ในใจผมขณะนั้นไม่รู้ว่าความไพเราะมาจากไหน ภาพใบไผ่ร่วงพลิกพริ้วค่อย ๆ ลอยลงในลำน้ำแควใหญ่ พร้อมกับเสียงเพลงประสานเสริม ช่างเป็นสุนทรียภาพและสุนทรียพจน์ที่อยู่ในความทรงจำของผมชนิดติดแน่นฝังลึกจนถึงวันนี้

                ตีสี่ครึ่งของวันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 หลังการกราบไหว้บูชาพระรัตนตรัยตามหลักแห่งพุทธศาสนิกชนที่ดี ผมและคณะเริ่มออกเดินทางพร้อมด้วยกระเป๋าใบใหญ่คนละใบอัดแน่นด้วยเสื้อผ้ากันหนาว เนื่องจากทราบข้อมูลว่าอุณหภูมิที่เชียงรายอยู่ที่ 9 องศา รถแล่นผ่านเพชรบุรี กรุงเทพฯ อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ... ผมนั่งมองทัศนียภาพสองข้างทางด้วยความเป็นสุขอย่างเงียบ ๆ  ปล่อยความคิดลอยล่องไปตามที่ปรารถนาจะไป ภาพความเก่าแก่แห่งอารยธรรมที่เพชรบุรี ภาพแห่งความรุ่งเรืองของมหานครกรุงเทพฯ ภาพแห่งท้องนากว้างไกลสุดสายตา อันเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โบสถ์เก่าแก่ วัดร้างกลางทุ่ง พระเจดีย์อิฐแดงยอดหักโค่น พระพุทธรูปเก่ากลางแจ้ง น้อมใจให้คำนึงถึงความรุ่งเรืองชีวิตและความเป็นอยู่แห่งบรรพบุรุษในยุคสี่ห้าร้อยปีที่ผ่านมา อ่างทองและสิงห์บุรีมีความคล้ายคลึงกับอยุธยาโดยภาพรวม

      จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์สองข้างทางส่วนมากเป็นที่ราบลุ่ม ชาวบ้านมีอาชีพทำเกษตรกรรม ผมมองเพลิดเพลินเรื่อยเปื่อยไม่มีความรู้สึกใดที่โดดเด่นเป็นพิเศษ ครั้นถึงมหานครลำปางหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเขลางค์นคร ผมนึกถึงรถม้า และพระภิกษุชราร่างผอมบางรูปหนึ่ง หลวงพ่อเกษม เขมโก มีเสียงร่ำลือถึงกิจวัตรที่ค่อนข้างแปลกอยู่เสมอ เช่นท่านไม่ติดในรสอาหารจนฉันข้าวบูดเน่าได้ ฉันน้อยมากจนบางครั้งท่านก็ไม่ฉันเสียเลย ท่านเก็บหนังสือพิมพ์เก่า ๆ ที่ตก ๆ หล่น ๆ มารวบรวมไว้ด้วยความเคารพ รักสันโดษ ชอบอยู่ป่าช้าเป็นประจำ ไม่ค่อยจะจำวัด มักจะนั่งหลับแบบกบ คือนั่งก้มหน้าแล้วหลับเพียงเล็กน้อย ท่านได้รับความเคารพนับถืออย่างกว้างขวาง จนได้รับสมญาว่าเทพเจ้าแห่งลำปาง ผมถือโอกาสชักชวนเพื่อนพ้องแวะกราบนมัสการอริยสงฆ์แห่งสุสานไตรลักษณ์เพื่อความเป็นสิริมงคล

       เลยลำปางผ่านเขตเมืองเชียงใหม่โดยไม่ได้ผ่านตัวเมือง รถแล่นบนเขาสูงสองข้างทางเป็นป่าเขา เส้นทางบางช่วงยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง นาน ๆ ทีจะมีรถแล่นสวนมาสักคัน ฝุ่นสีขาวปลิวคละคลุ้งขึ้นปกคลุมอาณาบริเวณกว้าง ดงสักสองข้างทางปกคลุมด้วยฝุ่นสีขาวตลอดทั้งลำต้น ดอก ใบ กลายร่างเป็นสักสายพันธุ์ใหม่ไปโดยปริยาย เข้าเขตอำเภอพานเมืองเชียงราย บางช่วงเป็นที่ราบลุ่มเชิงเขา ลาดลดหลั่นลงไปกินบริเวณกว้าง กลางพุ่มไม้ไพรพงเขียวขจีมีกลุ่มควันสีขาวลอยคว้างขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเป็นหย่อม ๆ จากแปลงกสิกรรม หรือไม่ก็ลอยผ่านหลังคากระท่อม บางช่วงเป็นป่าเขาสูงแหงนมองคอตั้งบ่า ผ่านสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตเชียงรายที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างซอกเขาด้านขวามือ เลยไปอีกนิดเห็นวัดร่องขุ่น วัดบ้านเกิดของคุณเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์อยู่ระหว่างการก่อสร้างพระอุโบสถอย่างวิจิตรอลังการตามจินตนาการของมหาศิลปินแห่งยุคสมัย

       เวลา 18.35 นาฬิกา การเดินทางสิ้นสุดลงที่โรงแรมวังคำ รวมเวลาเดินทาง 14 ชั่วโมง อากาศที่เชียงรายไม่หนาวเหมือนที่วาดฝัน ระหว่างว่างจากการสัมมนาเรามีโอกาสได้ขึ้นไปเยือนดอยตุง บ้านสมเด็จย่า ท่านต้อนรับคณะของเราด้วยสายพระเนตรตรงที่แฝงด้วยพระเมตตาปรานี จากปากคำของมัคคุเทศก์สาวทำให้ทราบว่าท่านทรงโปรดดอกเจอราเมียสีแดงที่ปลูกอยู่รอบพระตำหนัก สวนดอกไม้เมืองหนาวเบ่งบานและการจัดแต่งอย่างสวยงามทำให้ดูเหมือนว่าทั้งดอยเป็นดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ พระธาตุดอยตุงมองเห็นอยู่ไกลลิบตาองค์เล็กนิด อาบแสงอาทิตย์ยามเช้าสะท้อนประกายเข้านัยน์ตาวิบวับ  เหมือนหนึ่งดังพระจุฬามณีแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ผมยกมือพนมหลับตาสำรวมจิตไหว้พระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความโสมนัสศรัทธา ตั้งจิตอธิษฐานน้อมบุญถวายบูชาพระคุณแห่งสมเด็จย่าในสัมปรายภพ

      มีโอกาสได้แวะเยี่ยม แม่สายแม่น้ำกั้นเขตแดนระหว่างไทยและเมียนม่า ภาพแห่งความเป็นจริงทำลายจินตนาการอันสวยงามของผมจนหมดสิ้น แม่สายในสายตาตามที่เป็นจริงพลุกพล่านด้วยฝูงชน ร้านค้าน้อยใหญ่เรียงรายแน่นขนัด ขอทานตัวเล็กตัวน้อยหน้าตาเนื้อตัวขะมุกขะมอมเดินเข้ามายื่นมือสลอน ผมเดินเยี่ยมชมและซื้อของฝากติดไม้ติดมือเล็กน้อยก่อนเดินทางกลับอย่างผิดหวัง

       เสร็จจาการสัมมนาในบ่ายวันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม เราเดินทางกลับโดยไม่เร่งรีบ เพียงแค่มีเป้าหมายในใจคร่าว ๆ ว่าต้องให้พ้นเส้นทางเปลี่ยวบนสันเขาระหว่างเชียงราย-ลำปางก่อนค่ำ และอาจแวะพักค้างแรมที่โรงแรมแห่งใดแห่งหนึ่งในจังหวัดตาก สองทุ่มเศษแวะพักค้างแรมที่โรงแรมเวียงตากสอง รับประทานอาหารค่ำและเดินชมสะพานแขวนเพื่อย่อยอาหาร เมื่อวนกลับถึงที่พักต่างหลับใหลด้วยความระโหยโรยแรง

   รุ่งเช้าหลังรับประทานอาหาร แปดนาฬิกาตรงการเดินทางเริ่มต้นอีกครั้ง เราต่างเป็นกัลยาณมิตรชักชวนกันแวะกราบนมัสการอริยสงฆ์ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ที่วัดอัมพวัน ถึงวัดขณะที่ท่านฉันภัตตาหารเพลพอดี ผมเดินขึ้นบนศาลาหอฉัน พบท่านนั่งสนทนาอยู่กับทายก ทายิกาผู้นำจตุปัจจัยไทยทานมาถวายจำนวนมาก ผมก้มกราบและร่วมกันถวายปัจจัยตามศรัทธา หลวงพ่อกล่าวอนุโมทนาและสอนเน้นการบริจาคทานด้วยคำว่า ยิ่งให้ยิ่งได้ท้ายที่สุดท่านอนุโมทนาเป็นภาษาบาลี และขอตัวไปต้อนรับคณะพระสงฆ์ที่เดินทางมาถึงวัด ก่อนจากท่านไม่ลืมขอให้เราทุกคนร่วมรับประทานอาหารก่อนกลับบ้าน

   เราจากวัดอัมพวันด้วยความรู้สึกอิ่มบุญ และมีโอกาสได้แวะกราบนมัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ต้นตำรับพระคาถาชินบัญชรอันลือลั่น ที่วัดเกษไชโยอีกหนึ่งแห่ง ก่อนตรงกลับถึงวิทยาเขตราว ๆ 18.30 นาฬิกา รวมระยะการเดินทางครั้งนี้ราวหนึ่งพันกิโลเมตร
 

การศึกษาหลักธรรมช่วยโลก

การศึกษาหลักธรรมช่วยโลก
โสภณ  เปียสนิท
…………………….


ภาพของแดง เด็กหนุ่มผิวสีเข้มรูปร่างค่อนข้างผอมแต่ดูแข็งแรง ปรากฏร่างขึ้นในความทรงจำ ยามที่ผมนั่งอยู่หน้าแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ ใจครุ่นคิดหาเรื่องราวที่มีสาระในทางศาสนามานำเสนอท่านผู้อ่านบทความนี้ เป็นเพราะใจของผมกำลังคิดอยากเขียนอะไรที่เกี่ยวกับการศึกษา เนื่องจากวันที่ 13 มกราคม ที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้เป็นวันเด็ก เมื่อคิดเกี่ยวกับเด็ก ในฐานะที่ผมเป็นครู ผมมักจะคิดเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของพวกเขาเหล่านั้น

เมื่อปีพุทธศักราช 2536 ผมตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่  เดินทางเข้าไปอาศัยอยู่กลางมหานครอันยิ่งใหญ่ มีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน ว่ากันว่า จำนวนที่แท้แล้ว มากกว่านี้มาก แต่เป็นประชากรแฝง คือไม่ได้ย้ายชื่อเข้ามาพักอาศัย มาแต่ตัว จึงอยู่นอกบัญชีสำมะโนประชากร สอบเข้ารับตำแหน่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง

พักอาศัยอยู่กับครอบครัวของน้องชายที่บ้านเช่าหลังห้างสรรพสินค้าพาต้า  ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้เองที่ทำให้ผมพบนายแดง ซึ่งเป็นน้องชายภรรยาของน้องผม ยามว่างในช่วงที่ผมยังระหว่างการหางานทำ มีโอกาสได้พบกับเขา แลกเปลี่ยนความคิดกันบ่อยครั้ง

วันหนึ่งระหว่างการพูดคุย เขาได้ถามถึงเรื่องการบวชว่ามีประโยชน์อย่างไร ผมเห็นโอกาสที่จะเอ่ยถึงหลักการทางศาสนาแก่เขา เพราะสังเกตเห็นความสนใจและมีท่าทีมีความจริงจัง และอีกประการหนึ่ง หลักการทางศาสนามีอยู่ว่า การให้ธรรมเป็นทานเหนือกว่าการให้ทั้งปวง” (พุทธพจน์) ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่าการสอนหลักธรรมในทางศาสนาเหนือกว่าการให้อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทองหรือสมบัติพัสถานใด ๆ

เริ่มอธิบายถึงการศึกษาในโลกนี้ว่ามีสองด้านด้วยกัน ด้านหนึ่งศึกษาวิชาการ และอีกด้านหนึ่งศึกษาหลักธรรม การศึกษาวิชาการเพื่อการดำรงชีวิต ศึกษาด้านหลักธรรมเพื่อความสุขแห่งการดำรงชีวิตอยู่นั้น หากคนเราดำรงชีวิตอยู่ได้ แม้จะยาวนานสักปานใด แต่ไม่มีความสุข หรือสุขน้อยแต่ทุกข์มาก การดำรงอยู่นั้นจะมีประโยชน์อะไร ดำรงอยู่โดยไม่ได้ทำความดีใดเลย การดำรงอยู่นั้นประเสริฐกว่าดิรัจฉาน หมูหมากาไก่อย่างใด

บ่ายวันนั้น เรานั่งหน้าร้านเช่าเสื้อผ้า ชุดนักร้อง ข้างนอกผู้คนหน้าตาเคร่งเครียดก้าวเดินผ่านไปผ่านมาจนตาลาย แดดยังร้อนแรง ฝั่งตรงข้ามถนนมีร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ ชายแก่เจ้าของร้านผมขาวโพลน นั่งเหงื่อหยดบนเก้าอี้ตัวเก่า เบื้องหน้ามีพัดลมไม่มีตะแกรงครอบเป่าไล่ความร้อน เด็กหนุ่มสองคนกำลังทำงานซ่อมเครื่องยนต์อย่างคร่ำเคร่ง

เขาถามว่า เพราะเหตุใดคนเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกวัยรุ่นจึงไม่สนใจศาสนา ผมตอบโดยไม่ต้องคิดมาก ก็เพราะคนเรามีความคิดเพียงแค่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรเท่านั้น โดยไม่ได้คิดว่าจะดำรงชีวิตให้มีความสุขได้อย่างไร บางคนอาจคิด แต่ไม่รู้จักว่าความสุขที่แท้เป็นอย่างไร จึงสุขบ้างทุกข์บ้างไปตามเรื่อง เกิดความทุกข์ขึ้นก็โทษฟ้า โทษดิน โทษพรหมลิขิต โทษผี วิญญาณมารร้ายต่างๆ ก็คิดดูว่าเราควรเป็นคนประเภทไหนเขามีท่าทีกำลังใช้ความคิดอยู่อย่างหนักระยะหนึ่ง

 “การศึกษาหลักธรรมทำให้มีความสุขได้อย่างไร?” ในที่สุดเขาก็ถามต่อหลังจากใช้เวลาตรึกตรองอยู่นาน ผมปล่อยให้เขานั่งคิดโดยไม่ขัดจังหวะ คำถามง่าย ๆ อย่างนี้ ไม่น่าเชื่อว่ายามที่จะตั้งใจตอบให้ดี เพื่อให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีพื้นความรู้ทางศาสนาอยู่อย่างจำกัดฟังได้ง่าย และเข้าใจได้ง่าย กลับเป็นเรื่องยาก ผมค่อย ๆ ตั้งสติและหาคำตอบอย่างช้า ๆ

ต้องเข้าใจก่อนนะว่า การศึกษาเป็นบันไดขั้นแรกของการก้าวไปสู่ความสุข หากจะเปรียบการศึกษาธรรมเหมือนการเดินทางก็คงจะพอถือได้ว่า เป็นแค่การเตรียมแผนที่ ให้รู้ว่าทางเดินไปสู่ความสุขนั้นไปทางไหน คนส่วนมากในโลกนี้ ไม่มีแผนที่ และไม่รู้ทางไปสู่ความสุขที่แท้ บ้างก็เห็นเงินว่าคือความสุข จึงตั้งหน้าตั้งตาพยายามหาเงินให้ได้มากที่สุด โดยไม่เลือกวิธีว่าจะได้มาอย่างไร หรือจะเบียดเบียนใคร บ้างก็เห็นว่าการดื่มกินเป็นความสุข การท่องเที่ยวเป็นความสุข การเป็นผู้มีอำนาจเป็นความสุข ฯลฯ แล้วต่างคนต่างก็เอาชนะคะคานกันด้วยแย่งชิง กล่าวได้ว่าเป็นการหาความสุขบนความขัดแย้ง คิดดูก็แล้วกันว่ามันจะสุขได้อย่างไรผมหยุดเว้นระยะหลังจากรายยาวโดยไม่ปล่อยให้เขาถาม

และกล่าวต่อว่า เมื่อได้แผนที่มาแล้วก็ต้องก้าวเดิน คือต้องปฏิบัติด้วย จึงจะได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธแท้ เพราะจะรู้ความจริงว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งนั้นเป็นที่พึ่งอย่างไร

เขาถามสั้น ๆ ว่า เอาอย่างนี้ดีกว่านะ ถามตรงเลยว่า การเรียนรู้หลักธรรมช่วยในการศึกษาได้หรือไม่?” ผมยิ้มอย่างอารมณ์ดี แค่เรื่องการศึกษาแค่นี้เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ถามให้ตรงหน่อยได้ไหมต้องการรู้เรื่องอะไร เพราะคำนี้ค่อนข้างกว้างเขานั่งคิดนิดหนึ่งแล้วกว่าวว่า ผมอ่านหนังสือแล้วมันไม่ค่อยจำ ทำอย่างไรให้จำได้ดี เรียนธรรมะแล้วช่วยได้ไหม?” เขามุ่งตรงประเด็นที่เขาต้องการ

ผมตอบโดยไม่ต้องคิด ช่วยได้แน่นอน แต่เราต้องทำอย่างจริง ๆ นะ มันก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ใหญ่ ต้องเตรียมพื้นที่ เตรียมหลุม หาพันธุ์ ปลูก ใส่ปุ๋ย รดน้ำ ไล่แมลง อย่างน้อยก็ 4-5 ปี จึงจะให้ผล รู้นะว่าต้องใช้อะไรบ้างในการเตรียม

เขานิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนตอบว่า ก็ต้องขยัน อดทน มุ่งมั่น เอาจริงเอาจังผมยิ้มให้พร้อมผงกศรีษะยอมรับว่าถูกต้อง และเสริมว่า ใช่แล้ว เดี๋ยวจะบอกวิธีเพิ่มความจำอย่างง่ายให้ ตามหลักการที่พระสอน นักเรียนนักศึกษาที่ความจำไม่ดี เพราะไม่มีสมาธิ คือปล่อยใจคิดวุ่นวายตั้งแต่เล็กยันโต ไม่เคยฝึกให้มันนิ่ง มั่นเอาแต่วิ่ง จึงเป็นจิตที่ไม่ควรแก่การงาน ใช้มันเรียนก็ไม่ได้ ใช้งานมันก็ไม่ดี เคยไหมเวลาจับหนังสือวางตรงหน้าเปิดปั๊บ ตาดูอยู่ที่หน้าหนังสือ แต่ใจมันไปไหนแล้วไม่รู้ผมมองเห็นเขาพยักหน้า เคยครับ บ่อยด้วยซ้ำ

ผมค่อยๆ กล่าวต่ออย่างใจเย็น ดังนั้น ต้องเห็นความสำคัญของการทำใจให้หยุด ที่ปล่อยมันวิ่งวุ่นอยู่อย่างนั้นปล่อยได้ จะฝึกให้มันหยุดบ้างไม่ได้เชียวหรือเขานิ่งคิดเคร่งเครียดสีหน้าเอาจริงเอาจัง ผมอยากฝึกบ้าง มองเห็นแววตาของเขาแล้วพอมองออกว่าเขาเอาจริง แต่มันต้องเอาจริงและต่อเนื่อง จะไหวหรือเขายิ้มน้อย ๆ ไม่ตอบคำ แต่ดวงตามีความมุ่งมั่นอย่างเด่นชัด แปลกจริง ไม่น่าเชื่อว่า ดวงตาจะเป็นหน้าของดวงใจให้ผมเห็นได้ชัดเจนถึงเพียงนี้

ผมพยักหน้า ถ้าจะเอาจริงก็ลองดู เริ่มแรกมองภาพพระ หรือดวงแก้วให้จำได้ แล้วกำหนดนึกไว้ในใจแล้วน้อมภาพไปไว้ที่กลางกาย เหนือสะดือสองนิ้ว นึกให้เหมือนมีด้ายขึงจากด้านหน้าทะลุหลัง จากด้านขวาทะลุซ้าย วางภาพไว้ตรงจุดที่ตัดกัน แบบนี้เรียกว่า บริกรรมนิมิตผมมองหน้า ว่าเขายังสนใจอยู่หรือไม่ นึกภาวนาคำว่า สัมมา อรหังเหมือนหนึ่งเป็นชื่อของดวงแก้ว หรือพระองค์ที่เรากำหนดอยู่ นี่เรียกว่า บริกรรมภาวนาทำอยู่อย่างนี้แหละ ทำน้อยได้ผลน้อย ทำมากได้ผลมาก และเร็ว คิดให้ดีว่าจะเอาแบบไหน วิธีการที่สอนนี้พอเข้าใจหรือไม่ผมเปิดโอกาสให้เขาได้ถามในตอนท้าย

จำได้ว่าเขาทบทวนการปฏิบัติอยู่หลายคำถาม จนหายสงสัยก่อนที่เราจะเลิกเจรจา หลังจากนั้นผมเห็นเขาเงียบ ๆ ไปไม่ค่อยได้ถามเรื่องนี้อีก ก็นึกว่าคงจะทำบ้างไม่ทำบ้างไปตามเรื่อง เหมือนเด็กหนุ่มคนอื่น ๆ ที่ผมเคยสอนมามากมายหลายคน จนกระทั่งผมสอบเข้ารับราชการได้ที่กาญจนบุรี และสอบย้ายมาเป็นครูที่ มทร. ราชมงคลวังไกลกังวล ปีกว่า ๆ ทำให้ผมลืมเรื่องนี้เสียสนิท แต่ผมยังได้ข่าวว่าเขาสอบเข้าเรียนวิศวะโยธาได้ที่บางมด และเรียนได้เกรด 3 กว่า ๆ ทุกเทอม จนกระทั่งอีกเกือบปีต่อมา เขาได้เขามาหาผมที่บ้านพักราชมงคล ผมจึงรู้ความจริงจากปากของเขาเองว่า วิชาพระพุทธศาสนาที่ผมแนะ ทำให้เรียนเก่งขึ้นอย่างอัศจรรย์ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งดังที่เห็น นอกจากด้านการศึกษาแล้วเขายังเล่าเรื่องอื่น ๆ ที่ผมไม่เคยได้สัมผัส หลังการสนทนาทำให้ผมรู้และยืนยันได้ว่า เขาได้ผลจากการปฏิบัติธรรมจริงตามหลักการ วิชาการทางศาสนาช่วยให้การเรียนดีขึ้นแน่นอน และยังช่วยด้านอื่นทุก ๆ ด้านของชีวิตอีกด้วย